เมื่อพูดถึงการเดินทางไปเกาหลีใต้ หลายคนอาจนึกถึงตึกสูง แสงไฟ และความคึกคักของกรุงโซล แต่หากเดินทางออกจากเมืองหลวงไปยังเมือง คย็องจู เราจะได้พบกับเกาหลีอีกด้านหนึ่ง— เกาหลีที่เงียบสงบ ละเมียดละไม และเต็มไปด้วยเรื่องราว ซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลามานานนับพันปี
คย็องจูเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรชิลลา และยังคงเก็บรักษาร่องรอย ทางประวัติศาสตร์ไว้ทั่วทั้งเมือง จนมีบรรยากาศราวกับ “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” ขนาดใหญ่
ถนนสายเก่าที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้คย็องจูแตกต่างจากเมืองประวัติศาสตร์ทั่วไป คือเมืองแห่งนี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับอดีต ท่ามกลางโบราณสถานอายุนับพันปี คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเปิดคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสืออิสระ สตูดิโอถ่ายภาพ และร้านขายงานออกแบบขนาดเล็ก
พื้นที่ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ ฮวังนีดันกิล (Hwangnidan-gil) ถนนเก่าในย่านฮวังนัมดงที่ได้รับการปลุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง อาคารและบ้านเรือนเก่าหลายหลังได้รับการปรับปรุงให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ โดยยังรักษารูปทรงและบรรยากาศแบบเกาหลีดั้งเดิมเอาไว้
ความน่าสนใจของฮวังนีดันกิลไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “ของเก่า” กับ “ของใหม่” แต่อยู่ที่การได้เห็นทั้งสองสิ่ง อยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ
จิบกาแฟใต้หลังคาฮันอก มองเห็นเมืองพันปี
เสน่ห์ของฮวังนีดันกิลอยู่ที่การเดินอย่างไม่เร่งรีบ นักเดินทางอาจเริ่มต้นช่วงสายด้วยการเลือกร้านกาแฟฮันอกสักแห่ง นั่งริมหน้าต่างบานใหญ่ แล้วมองออกไปเห็นแนวหลังคาโบราณ และเนินสุสานหลวงสีเขียว
ภายในตรอกเล็ก ๆ ยังมีร้านอาหาร ร้านเครื่องประดับ ร้านหนังสือ ร้านของที่ระลึก และสตูดิโอถ่ายภาพซ่อนอยู่มากมาย แม้แต่การหลงเข้าไปในตรอกที่ไม่ได้วางแผนไว้ ก็อาจนำเราไปพบมุมถ่ายภาพหรือร้านเล็ก ๆ ที่น่าประทับใจ
ที่นี่ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมไม่ได้ถูกเก็บไว้เพียงหลังตู้กระจก แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอีกครั้ง
เดินจากคาเฟ่ไปพบอาณาจักรชิลลา
อีกหนึ่งความพิเศษของฮวังนีดันกิล คือสามารถเดินเชื่อมต่อไปยัง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างสะดวก จากถนนสายนี้ นักเดินทางสามารถไปยัง สุสานหลวงแทรึงวอน ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินขนาดใหญ่เรียงตัวอยู่ท่ามกลางสวน
จากนั้นเดินต่อไปยัง หอดูดาวชอมซองแด หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง และชมพื้นที่โบราณสถาน บริเวณใจกลางคย็องจูได้ภายในวันเดียว การเดินทางจึงมีบรรยากาศเหมือนการค่อย ๆ เปิดหนังสือประวัติศาสตร์ทีละหน้า
เมื่อเมืองโบราณเปลี่ยนบรรยากาศในยามค่ำคืน
เมื่อถึงยามเย็น แสงอาทิตย์อ่อน ๆ จะทอดลงบนเนินสุสาน และหลังคาฮันอก ก่อนที่โบราณสถานหลายแห่งจะส่องสว่างขึ้น หากมีเวลา ควรเดินทางต่อไปยัง พระราชวังทงกุงและสระวอลจี ซึ่งงดงามเป็นพิเศษเมื่อแสงไฟจากอาคารสะท้อนลงบนผิวน้ำ
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเวลาที่คย็องจูงดงามเป็นพิเศษ
คย็องจูมีเสน่ห์ในทุกฤดูกาล แต่ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ทำให้เมืองแห่งนี้มีบรรยากาศโรแมนติกเป็นพิเศษ ต้นแปะก๊วยเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ขณะที่ใบเมเปิลแต่งแต้ม บริเวณวัด สวน และถนนโบราณด้วยสีแดงและสีส้ม
หลังคากระเบื้องสีเข้มของบ้านฮันอกจึงยิ่งโดดเด่นขึ้น ท่ามกลางสีสันของฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะบริเวณ วัดพุลกุกซา ซึ่งสถาปัตยกรรมจากสมัยชิลลา กลมกลืนไปกับสีของใบไม้อย่างงดงาม
การเดินทางในช่วงนี้ไม่ได้มีเพียงการตามหาจุดถ่ายภาพ แต่คือการสัมผัสเมืองผ่านเสียงใบไม้ใต้ฝ่าเท้า กลิ่นกาแฟจากบ้านฮันอก และภาพโบราณสถานใต้ท้องฟ้าของฤดูใบไม้ร่วง
เมืองเก่าที่ไม่ได้มีไว้สำหรับคนรักประวัติศาสตร์เท่านั้น
หลายคนอาจคิดว่าเมืองประวัติศาสตร์เหมาะสำหรับผู้ใหญ่ หรือผู้ที่สนใจโบราณคดีเท่านั้น แต่คย็องจูกำลังพิสูจน์ว่า ประวัติศาสตร์สามารถเล่าให้สนุก สดใหม่ และเข้าถึงคนทุกวัยได้
คนรุ่นใหม่เดินทางมาที่นี่เพื่อถ่ายภาพ เยี่ยมชมคาเฟ่ ชิมอาหาร ซื้อผลงานออกแบบ และพักในบ้านฮันอก ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ได้เดินผ่านสุสานของกษัตริย์ มองดูหอดูดาวโบราณ และเรียนรู้เรื่องราวของอาณาจักรชิลลาไปโดยไม่รู้ตัว
ฮวังนีดันกิลไม่ได้เข้ามาแทนที่ประวัติศาสตร์ของเมือง แต่ทำหน้าที่เป็นประตูบานใหม่ที่ชวนให้ผู้คนเดินเข้าไปทำความรู้จักกับอดีต
คย็องจู—เกาหลีที่ควรให้เวลากับการเดิน
หากกรุงโซลคือภาพของเกาหลีที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว คย็องจูก็คือเกาหลีที่เชื้อเชิญให้เราค่อย ๆ เดิน ค่อย ๆ มอง และค่อย ๆ รับฟังเรื่องราวจากสถานที่ตรงหน้า
เราอาจใช้เวลาช่วงเช้าเดินชมสุสานหลวง ช่วงบ่ายจิบกาแฟในบ้านฮันอก และช่วงค่ำชมแสงไฟสะท้อนบนสระวอลจี ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเมืองเดียว— เมืองที่อดีตและปัจจุบันไม่ได้แยกออกจากกัน แต่กำลังดำเนินชีวิตอยู่เคียงข้างกัน
คย็องจูจึงไม่ใช่เพียงเมืองพันปีของเกาหลี แต่เป็นเมืองพันปีที่ยังคงมีหัวใจอ่อนเยาว์
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีปลายปีนี้
ลองออกเดินทางไปพบคย็องจู
เมืองที่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม คาเฟ่ และความงดงามของเกาหลี มาบรรจบกันอย่างลงตัว เพราะบางครั้งการเดินทางที่น่าจดจำที่สุด อาจไม่ใช่การไปยังสถานที่ซึ่งทันสมัยที่สุด แต่คือการได้พบเมืองเก่าแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง
ดูโปรแกรมท่องเที่ยวเกาหลี